Search by Bank
Credit for transfer of debt
Accept Credit Cards
 
อัตราดอกเบี้ยและ
อัตราแลกเปลี่ยน
 
เวลาในประเทศ
 
สถิติเยี่ยมชมเว็บไซต์
 สถิติวันนี้ 149 คน
 สถิติเมื่อวาน 243 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
23069 คน
80349 คน
121638 คน
เริ่มเมื่อ 2015-11-16
 

โปรโมชั่นสุดฮอทประจำวัน

 
บัตรเครดิต
บัตรกดเงินสด
 สินเชื่อส่วนบุคคล
เครื่องรูดบัตรเครดิต
 ระบบชำระเงินออนไลน์
 
 
     

 

 เจ๋ง! พารู้จัก 10 สุดยอดฟินเทคไทย พลิกโฉมนวัตกรรมการเงิน-ลงทุน-ประกันภัย (2)

 


จากตอนก่อนหน้าที่ "ประชาชาติฯออนไลน์" พาไปรู้จัก 5 สุดยอดฟินเทคไทย (คลิกอ่าน เจ๋ง! พารู้จัก 10 สุดยอดฟินเทคไทย พลิกโฉมนวัตกรรมด้านการเงิน-ลงทุน-ประกันภัย (1)) ที่เข้ารอบ 10 สุดท้ายของการแข่งขัน FinTech Challenge โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อประกวดผลงานนวัตกรรมด้านการเงิน การลงทุน และการประกันภัย หลังจากกระแสฟินเทค (Fintech หรือ Financial Technology) ที่กำลังเป็นที่น่าจับตา เพราะจะเป็นนวัตกรรมที่จะพลิกโฉมวงการการเงินรูปแบบเดิมไปอย่างสิ้นเชิง

โดยอีก 5 สุดยอดฟินเทคที่เหลือจะมีใครกันบ้าง เจ๋งแค่ไหน ติดตามอ่านกันได้เลย

SmartContract : ระบบเก็บสัญญาอัจฉริยะ ลดต้นทุนและลดข้อผิดพลาด เพิ่มความปลอดภัยขีดสุด

SmartContrat หรือระบบจัดเก็บสัญญาอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน ที่ "สถาพน พัฒนะคูหา" เอ็มดีบริษัทฯ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นว่า สังเกตเห็นปัญหาของการทำธุรกรรมทางการเงิน จึงได้คิดรวมกลุ่ม และนำเทคโนโลยีมาใช้ให้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น รวมถึงลดข้อผิดพลาดที่เกิดจากการทำของมนุษย์ และลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้วย

โดยนำเอาคุณสมบัติความปลอดภัย น่าเชื่อถือ พร้อมทั้งโปร่งใสตรวจสอบได้ของบล็อกเชน ร่วมกับคุณสมบัติการบังคับใช้สัญญาโดยอัตโนมัติของสมาร์ทคอนแทร็กต์ มาพัฒนาเป็นระบบการทำธุรกรรมแบบอัตโนมัติที่น่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพ รวมถึงเพิ่มความโปร่งใสในการทำธุรกรรม ที่จะช่วยให้การกำกับควบคุมดูแลของหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน



ซึ่งข้อดีของการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ใด้วยกัน3อย่างคือข้อมูลที่เข้าไปอยู่ในระบบนั้นจะไม่สามารถแก้ไขได้สามารถตรวจสอบได้แบบโปร่งใส และระบบสามารถทำงานได้ตลอดเวลาถึงแม้จะมีสิ่งรบกวน หรือมีการเข้าใช้งานจำนวนมากในพร้อมกัน

โดย SmartContract จะเริ่มให้บริการเชิงพาณิชย์ในเดือนมีนาคมปีนี้ ซึ่งอยู่ในระหว่างการเจรจาเพื่อเป็นพันธมิตรกับ 3 ธนาคารใหญ่ในไทย และต่างประเทศ



ABorrow : จับคู่สินเชื่อให้ตรงความต้องการ

เมื่อไม่รู้ว่าตัวเองเหมาะจะขอสินเชื่อแบบไหน กับธนาคารอะไร ลองมองหาตัวช่วยเพื่อที่จะทำให้การขอสินเชื่อเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นดูสิ "วรภพ วิริยะโรจน์" ซีอีโอเอบอร์โรว์ กล่าวว่า เอบอร์โรว์เป็นเหมือนตัวกลางที่ช่วยจะเชื่อมระหว่างผู้ต้องการขอสินเชื่อกับธนาคารเข้าด้วยกัน เป็นเสมือนหน้าด่านแรกที่ตัวช่วยคัดกรองบุคคล เผื่อให้การกู้ยืมง่ายมากขึ้น ทั้งถูกใจดอกเบี้ย และตรงกับความต้องการ และยังลดต้นทุนในการจ้างบุคลากร ค่าโฆษณาต่างๆ และยังมีการให้บริการความรู้ทางการเงินเพื่อให้ลูกค้าเกิดความเข้าใจมากขึ้น



โดยบริษัทได้มีนโยบายแนวทางในการคุ้มกันด้านความปลอดภัยของข้อมูลตามมาตราฐานสากลเดียวกันกับความปลอดภัยของสถาบันการเงินชั้นนำและมีการเข้ารหัสแบบเดียวกับบริการ Internet Banking ของธนาคารชั้นนำและยังมีนโยบายที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้กับบุคคลภายนอก



C3.Finance : ดึงบล็อกเชนเชื่อมโลกการเงินแบบเรียลไทม์-อัจฉริยะ

"C3.Finance" (ซีสามดอทไฟแนนซ์) ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับทำธุรกรรมทางการเงินผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ที่ได้ "ตฤบดี อรุณานนท์ชัย" พร้อมกับเพื่อนร่วมทีมที่เป็นผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านฟินเทคและอีกหลายสาขา ปลุกปั้นฟินเทคดังกล่าวขึ้นมา หลังเขาคร่ำหวอดในวงการการเงินมาเป็น 10 ปี และผ่านประสบการณ์ทำงานด้านไฟแนนซ์ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง สิงคโปร์ รวมไปถึงยังลงทุนในหลายบริษัท จนมองเห็นภาพใหญ่และปัญหาในแวดวงเทคโนโลยีทางด้านการเงิน ที่ยังอัจฉริยะไม่มากพอ และไม่สามารถตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นกับบัญชีธนาคารของเราได้แบบเรียลไทม์



ด้วยการที่สนใจเทคโนโลยีบล็อกเชนอยู่แล้วและเห็นปัญหาว่าปัจจุบันยังไม่มีตัวกลางเชื่อมระหว่างฟินเทคหน่วยงานรัฐธนาคารและผู้ประกอบการแบบเรียลไทม์จึงสร้างC3.Financeมาเพื่อตอบโจทย์ให้กับปัญหานี้โดยการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมากระจายโค้ดไปยังที่อื่นให้สามารถเชื่อมข้อมูลถึงกันได้ อย่างเช่น การแจ้งเตือนการเข้าสู่ระบบของแอปพลิเคชั่นโมบายแบงกิ้งผ่านอีเมล์ ซึ่งจะต้องเชื่อมข้อมูลระหว่างธนาคาร ผู้ให้บริการอีเมล์ และเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ ซึ่ง C3.Finance จะเป็นตัวกลางที่เชื่อมข้อมูลระหว่างองค์กรดังกล่าว ทำให้ผู้ใช้ก็รับทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับบัญชีธนาคารเราบ้าง เป็นต้น

โดยจุดแข็งของ C3.Finance ที่ทำให้เขาดูแตกต่างจากผู้ให้บริการด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน คือ การนำฐานข้อมูลที่มีอยู่มหาศาลของลูกค้ามายำและแบ่งย่อย ทำให้เหล่าแฮกเกอร์ไม่สามารถเห็นว่าภาพรวมของโค้ดข้อมูลคืออะไร ทำให้ไม่สามารถแฮกเข้ามาได้ จึงมีความปลอดภัยสูง นอกจากนี้ ยังช่วยแก้ไขปัญหาความล่าช้าของบล็อกเชนได้อีกด้วย



จุดเด่นอีกอย่างของ C3.Finance คือแตกต่างจากสตาร์ตอัพอื่นๆ ที่มักต้องการจะ disrupt ธุรกิจ แต่สิ่งที่ C3.Finance คาดหวังไว้คือ connect the dot หรือต้องการให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ และดีขึ้น เปรียบเสมือนเป็น highway ที่เชื่อมถนนทุกที่ให้ทุกคนไปถึงได้

สำหรับโมเดลรายได้นั้นจะหักออกจากการทำธุรกรรมในแต่ละทรานแซคชั่นโดยมีอัตราอยู่ที่0.25-0.5%ต่อทรานแซคชั่นปัจจุบันถึงแม้จะอยู่ในช่วงที่ทำตัวเดโมเสร็จแล้วและรอการอนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทยแต่ก็มีลูกค้าจากหลายหน่วยงานให้ความสนใจไม่ว่าจะเป็นอีคอมเมิร์ซผู้ประกอบกิจการต่างๆ เป็นต้น

Private Chain : ตลาดหลักทรัพย์รอง เพิ่มช่องทางระดมทุนสตาร์ตอัพ-เอสเอ็มอี แหล่งลงทุนใหม่ของนักลงทุน

"Private Chain" (ไพรเวท เชน) เป็นอีกหนึ่งบริการระหว่างธุรกิจขนาดเล็ก หรือ SME รวมไปถึงธุรกิจสตาร์ตอัพที่กำลังมองหาแหล่งเงินทุนผ่านการระดมทุน โดยไพรเวท เชน จะสร้างตลาดหลักทรัพย์รอง (Secondary Market) ขึ้นมา ขณะที่นักลงทุนเองก็จะมีแหล่งลงทุนใหม่ที่จะมีโอกาสได้ผลตอบแทนกลับไป โดยทุกๆ ธุรกรรมจะอยู่บนเทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการข้อมูล ลดขั้นตอนยุ่งยากและความล่าช้าที่จะต้องผ่านระบบฐานข้อมูลของหลายหน่วยงาน ซึ่งจะทำให้เสียค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น แต่การใช้บล็อกเชนจะทำให้ค่าธรรมเนียมเหล่านี้ถูกลง



"จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา" หนึ่งในทีมผู้ก่อตั้งไพรเวท เชน เล่าไอเดียให้ฟังว่า จากการทำงานในวงการบล็อกเชนมา 3 ปีกว่า รวมทั้งเป็นผู้ก่อตั้ง coins.co.th ทำให้พบเห็นปัญหาว่า บริษัทเล็กๆ ที่มีมูลค่าไม่มาก ไม่สามารถหาแหล่งเงินทุนได้ อีกทั้งประเทศไทยก็ยังมี Venture Capital น้อย ทำให้บริษัทเล็กๆ ยังขาดโอกาสเติบโต และนักลงทุนยังมีทางเลือกในการลงทุนน้อยกว่า นอกจากนี้ยังได้เห็นว่าตลาดหลักทรัพย์ในประเทศไทยยังมีน้อย แค่ 2 ตลาดเท่านั้น ซึ่งขณะที่ในต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกามีประมาณ 5-6 ตลาด ทำให้ไม่เกิดการแข่งขันระหว่างตลาด ขณะเดียวกันบริษัทที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ก็ต้องมีขนาดใหญ่ระดับหนึ่ง นักลงทุนเองก็ต้องลงทุนในปริมาณมาก จึงทำให้นักลงทุนรายย่อยยังขาดโอกาสในการลงทุน



ปัญหาดังกล่าวทำให้ "จิรายุส" และทีม สร้างไพรเวท เชน ขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนใหม่ให้กับบริษัทขนาดเล็ก ที่กำหนดว่าต้องมีมูลค่าน้อยกว่าที่ตลาดหลักทรัพย์ของไทยกำหนด และเพื่อเป็นช่องทางในการลงทุนให้กับนักลงทุนรายย่อย นอกจากนี้ ยังได้เป็นการพัฒนาระบบตลาดหลักทรัพย์ของไทยให้ทันสมัย ก้าวทันเทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อให้ตลาดหลักทรัพย์หลักๆ ของไทยเริ่มเห็นว่ามีคู่แข็ง และปรับตัวให้ทันสมัย



โดย "จิรายุส" และทีมได้ใช้เวลาในการพัฒนาไพรเวท เชน ประมาณ 2 เดือน ซึ่งเพิ่งพัฒนาเสร็จเมื่อไม่นานมานี้ ส่วนโมเดลรายได้ของไพรเวท เชน นั้นจะมาจาก Transaction fee นอกจากนี้ยังมาจากการเป็นพาร์ทเนอร์ในการปล่อยเงินกู้ รวมถึงให้คำปรึกษาด้านความเสี่ยงแด่นักลงทุน

Peer Power : ตลาดสินเชื่อออนไลน์ เชื่อมผู้กู้และนักลงทุน

"Peer Power" (เพียร์ เพาเวอร์) แพลตฟอร์มตลาดสินเชื่อออนไลน์ที่ให้นักลงทุนปล่อยกู้แก่ผู้ที่ต้องการขอสินเชื่อเพื่อไปต่อยอดธุรกิจได้โดยตรงในลักษณะสินเชื่อส่วนบุคคลโดยอาศัยหลักทรัพย์ในการค้ำประกันเปรียบเสมือนเป็นตัวกลางระหว่างนักลงทุนและผู้ต้องการแหล่งเงิน

โดย"วรพลพรวาณิชย์"หนึ่งในทีมผู้ก่อตั้งเพียร์เพาเวอร์กล่าวว่า ได้ไอเดียปลุกปั้นเพียร์ เพาเวอร์ มาจากกระแสความนิยมการให้กู้ยืมแบบคนต่อคน (Peer to Peer Lending) ที่กำลังแพร่หลายในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ สเปน จีน เป็นต้น นอกจากนี้ยังเกิดจากการมองเห็นปัญหาช่องว่างทางดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูงระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้ซึ่งโมเดลของระบบPeertoPeerLendingจะเป็นการปล่อยสินเชื่อในอัตราที่ต่ำกว่าสถาบันการเงินจึงสามารถแก้ปัญหาช่องว่างทางดอกเบี้ยที่แตกต่างกันมากได้รวมถึงช่วยกระจายความเสี่ยงได้มากขึ้น


 


โดยเพียร์ เพาเวอร์ จะกำหนดให้นักลงทุนปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ย 8-15% ซึ่งรายได้ของพวกเขาจะมาจากค่า origination fee จากผู้กู้ ซึ่งคือค่าสกรีนประวัติ ดูความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ โดยคิดในอัตรา 3-4% ของยอดกู้ นอกจากนี้จะมีรายได้จากค่าบริการ servicing fee ที่จะเก็บจากนักลงทุนในอัตรา 1-1.5% ของยอดเงินต้นที่นักลงทุนได้รับคืนในทุกๆเดือน

ซึ่งนอกจากจะเป็นตัวกลางในการขอสินเชื่อแล้ว เพียร์ เพาเวอร์ จะเข้าไปมีบทบาทตั้งแต่การสกรีนผู้ขอสินเชื่อ นำสินเชื่อที่อนุมัติแล้วขึ้นตลาด จนถึงขั้นตอนการติดตามหนี้ เรียกได้ว่ามีการดูแลตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ



สำหรับเพียร์ เพาเวอร์ ได้เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน 2559 โดยทีมงานทั้งหมด 7 คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน ด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ รวมถึงนักลงทุนส่วนบุคคล เป็นต้น ปัจจุบันได้พัฒนาระบบเวอร์ชั่นที่ 2 เสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะมีความเสถียรมากขึ้น แต่ยังอยู่ในช่วงระหว่างการทดสอบ ขณะเดียวกันก็ยังรอกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่จะผ่านออกมาในไตรมาสนี้ รวมถึงใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ก็จะสามารถทำการเปิดให้บริการได้ โดยในระยะแรกจะให้บริการในรูปแบบเว็บไซต์ ก่อนที่จะพัฒนาเป็นโมบายแอปพลิเคชั่นในเฟสถัดไป

 

Copyright (c) 2006 by CREDIT-2U | Sitemap