Search by Bank
Credit for transfer of debt
Accept Credit Cards
 
อัตราดอกเบี้ยและ
อัตราแลกเปลี่ยน
 
เวลาในประเทศ
 
สถิติเยี่ยมชมเว็บไซต์
 สถิติวันนี้ 79 คน
 สถิติเมื่อวาน 243 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
22999 คน
80279 คน
121568 คน
เริ่มเมื่อ 2015-11-16
 

โปรโมชั่นสุดฮอทประจำวัน

 
บัตรเครดิต
บัตรกดเงินสด
 สินเชื่อส่วนบุคคล
เครื่องรูดบัตรเครดิต
 ระบบชำระเงินออนไลน์
 
 
 
     

 

'ไทยพาณิชย์' ปรับแผนธุรกิจ

 ไทยพาณิชย์ "ปรับแผนธุรกิจ" ขยายฐานลูกค้า1ล้านคนต่อปี


ต้องยอมรับว่าปีนี้ เป็นปีแห่งการปรับตัวของธนาคารพาณิชย์ เพื่อรองรับปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งโลกของเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไทย เป็น “สังคมดิจิทัล” มากขึ้น รวมถึงโครงสร้างของอุตสาหกรรมที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคม “ไร้เงินสด” หรือCashless

ธนาคารไทยพาณิชย์ จึงประกาศปรับโครงสร้างองค์กร ไปพร้อมๆ กับการปรับตัวทางธุรกิจ โดยอาศัยจังหวะที่ธุรกิจยังอยู่ในช่วง “เสือนอนกิน” เร่งปรับเปลี่ยน มีเป้าหมายมุ่งสู่การเติบโตที่ยั่งยืน แทนสร้างผลดำเนินงานรายปี จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียม

“อาทิตย์ นันทวิทยา” กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทยพาณิชย์ บอกว่า การจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ นอกจากต้องมีการขยายฐานลูกค้าในทุกเซ็กเมนท์ให้มากที่สุดแล้ว ต้องผลักดันให้ลูกค้ามาใช้บริการของธนาคารไทยพาณิชย์เป็นหลัก จากปัจจุบันที่ธนาคารมีบัญชีลูกค้าบุคคลอยู่ 14 ล้านบัญชี แต่ใช้ไทยพาณิชย์เป็นหลักไม่ถึงครึ่งหนึ่ง

สิ่งสำคัญที่จะทำให้ไทยพาณิชย์เป็นแบงก์หลักที่ลูกค้าเลือกใช้ คือ “ความพึงพอใจ” ซึ่งจะมาจาก “ผลิตภัณฑ์” และ “บริการ” ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ด้วยเหตุนี้ฝ่ายบริหารของธนาคารไทยพาณิชย์ จึงทำการแยก “งานขาย” ออกจากการบริการ เพื่อแก้ปัญหาการขายแบบ “ยัดเยียด” ให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาของธุรกิจธนาคารโดยส่วนใหญ่

“สิ่งที่เริ่มทำไปแล้ว ณ วันนี้ คือ การแยกการขาย ออกจากการให้บริการธุรกรรมทางการเงิน โดยเซลล์จะไม่ได้นั่งประจำที่สาขาอีกต่อไป แต่จะออกไปหาลูกค้า โดยทำการบ้านมาอย่างละเอียดว่าลูกค้าเป็นใครบ้าง และมีความต้องการอะไร ซึ่งการเปลี่ยนรูปแบบการขาย การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนไปนี้ ช่วยลดแรงกดดันของทั้งลูกค้า และทีมขายด้วย”

นอกจากนี้ธนาคารได้หยุดตั้งเป้าหมาย หรือเคพีไอ จากยอดขายผลิตภัณฑ์ ปรับมาตั้งเป้าหมายจากความพึงพอใจการใช้บริการของลูกค้า ด้วยหวังว่าเมื่อลูกค้าพอใจแล้ว จะเลือกใช้บริการ และเลือกผลิตภัณฑ์ของธนาคารไปตลอด ซึ่งจะเป็นจุดที่ทำให้ธนาคารเติบโตอย่างยั่งยืนได้

“เราใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการทำให้เราเข้าใจลูกค้าในรูปแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนซึ่งธนาคารมีแผนลงทุนด้านเทคโนโลยี 3-4 หมื่นล้านบาทในช่วง 3 ปีนี้ เราจะเปลี่ยนกระบวนการตอบสนองลูกค้า การเข้าถึงลูกค้า การนำเสนอสิ่งต่างๆ ให้ลูกค้าในรูปแบบที่เปลี่ยนไป ดีขึ้นและตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้นอย่างคนละเรื่องกับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”

ซีอีโอธนาคารไทยพาณิชย์บอกอีกว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับแบงก์จากนี้ไปมี 2 เรื่องคือ โครงสร้างรายได้ และโครงสร้างต้นทุนที่จะเปลี่ยนไป ฉะนั้นจากนี้สุดท้ายเราจะมีกำไรเท่าไหร่ไม่สำคัญ แต่สำคัญคือเราจะเป็นผู้นำ เป็นแบงก์ที่ลูกค้ารู้สึกพึงพอใจที่จะใช้เราทำธุรกรรม หรือการดำรงชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตามแน่นอนว่า กำไรมีความสำคัญสำหรับผู้ถือหุ้น แต่ผู้ถือหุ้นก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ดีที่สุด ภายใต้โลกที่เปลี่ยนแปลงไป คือการที่ยังเป็นผู้นำได้ในธุรกิจที่ยังมีอยู่ สำคัญกว่า และดีกว่าการจี้เอาผลกำไรปัจจุบัน แล้วก็เจ๊งไปเลย เชื่อว่าผู้ถือหุ้นต้องการเห็นกำไรต่อเนื่องยาวนาน อยู่ได้ ปรับตัวไปตามรูปแบบของโลกที่เปลี่ยนไป มากกว่ากำไรระยะสั้น

“จากแผนที่เราทำอยู่ ยังไม่เห็นว่ากำไรจะถูกกระทบ ผลการดำเนินงานไม่ได้ถูกDisturb แต่เราก็ต้องปรับและเปลี่ยนในช่วงนี้ ซึ่งทุกวันนี้ทุกแบงก์ก็หนีตายกันหมด ต้องปรับตัว เพียงแต่ว่าแต่ละคนมีวิถีที่ต่างกัน

สำหรับแผนงานขยายฐานลูกค้านั้น “ณรงค์ ศรีจักรินทร์” รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ และผู้บริหารสูงสุดในสายงาน เวลธ์แมเนจเม้นท์ สินเชื่อรายย่อย ทั้งรถยนต์ และบัตรเครดิต เล่าให้ฟังว่า ปีนี้จะเป็นปีที่ธนาคารปักธงว่าจะขยายฐานลูกค้า หลังจากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ธนาคารไทยพาณิชย์ไม่ได้เน้นในเรื่องการขยายฐานลูกค้าเลย เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ โดยตั้งเป้าว่าภายใน 3 ปีนี้จะต้องขยายฐานลูกค้าให้ได้ปีละ 1 ล้านราย จากปัจจุบันที่มีฐาน 14 ล้านราย 

“ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันมีโอกาสในการขยายฐานลูกค้าทั้งในด้านเงินฝาก และด้านบัตรเครดิต ซึ่งคาดว่าบัตรเครดิต จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่สำคัญที่จะดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ ซึ่งปัจจุบัน เรามีลูกค้าบัตรเครดิต 2 ล้านราย โดยไทยพาณิชย์ตั้งเป้าจะขยายให้ได้ปีละ 4 แสนราย” 

ในส่วนของลูกค้าในกลุ่มเวลธ์ (Wealth) นั้น ในปัจจุบันได้มีแบ่งเซ็กเมนท์เป็น 3 กลุ่มประกอบด้วย
1. Private Bankingเป็นลูกค้าที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป โดยปัจจุบันไทยพาณิชย์มีลูกค้า Private Banking อยู่ประมาณ 7 พันราย แต่มีสินทรัพย์โดยรวมของกลุ่มนี้สูงถึง 8 แสนล้านล้านบาท
2. Firstหรือลูกค้าที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 10-50 ล้านบาท ปัจจุบันมีลูกค้าในกลุ่มนี้ประมาณ 3.3 หมื่นราย
3. Primeเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 2-10 ล้านบาท
โดยกลุ่ม Prime เป็นเซ็กเมนท์ใหม่ที่ไทยพาณิชย์กำลังจะเร่งขยายฐานลูกค้าเพราะเป็นฐานลูกค้าที่ใหญ่มาก และมีหลายเซ็กเมนท์ที่ซ่อนอยู่ในกลุ่มนี้ เช่น เศรษฐีในต่างจังหวัด กลุ่มผู้บริหารรุ่นใหม่ หรือกลุ่มเจ้าของกิจการ โดยไลฟ์สไตล์ของลูกค้า Prime นี้จะหลากหลาย ธนาคารจึงได้ทำวิจัย และนำเสนอสิทธิพิเศษที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าไปนำเสนอโดยตั้งเป้าจะขยายฐานลูกค้าในกลุ่มนี้อีก 7 หมื่นราย หรือเพิ่มเป็น 1 แสนรายจากปัจจุบันมีลูกค้ากลุ่มนี้อยู่ 3 หมื่นราย 

“ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันมีโอกาสในการขยายฐานลูกค้าทั้งในด้านเงินฝาก และด้านบัตรเครดิต ซึ่งคาดว่าบัตรเครดิต จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่สำคัญที่จะดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ ซึ่งปัจจุบัน เรามีลูกค้าบัตรเครดิต 2 ล้านราย โดยไทยพาณิชย์ตั้งเป้าจะขยายให้ได้ปีละ 4 แสนราย”

ในส่วนของลูกค้าในกลุ่มเวลธ์ (Wealth) นั้น ในปัจจุบันได้มีแบ่งเซ็กเมนท์เป็น 3 กลุ่มประกอบด้วย

 
1. Private Bankingเป็นลูกค้าที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป โดยปัจจุบันไทยพาณิชย์มีลูกค้า Private Banking อยู่ประมาณ 7 พันราย แต่มีสินทรัพย์โดยรวมของกลุ่มนี้สูงถึง 8 แสนล้านล้านบาท

2. Firstหรือลูกค้าที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 10-50 ล้านบาท ปัจจุบันมีลูกค้าในกลุ่มนี้ประมาณ 3.3 หมื่นราย


3. Primeเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 2-10 ล้านบาท


โดยกลุ่ม Prime เป็นเซ็กเมนท์ใหม่ที่ไทยพาณิชย์กำลังจะเร่งขยายฐานลูกค้าเพราะเป็นฐานลูกค้าที่ใหญ่มาก และมีหลายเซ็กเมนท์ที่ซ่อนอยู่ในกลุ่มนี้ เช่น เศรษฐีในต่างจังหวัด กลุ่มผู้บริหารรุ่นใหม่ หรือกลุ่มเจ้าของกิจการ โดยไลฟ์สไตล์ของลูกค้า Prime นี้จะหลากหลาย ธนาคารจึงได้ทำวิจัย และนำเสนอสิทธิพิเศษที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าไปนำเสนอโดยตั้งเป้าจะขยายฐานลูกค้าในกลุ่มนี้อีก 7 หมื่นราย หรือเพิ่มเป็น 1 แสนรายจากปัจจุบันมีลูกค้ากลุ่มนี้อยู่ 3 หมื่นราย

Copyright (c) 2006 by CREDIT-2U | Sitemap