Search by Bank
Credit for transfer of debt
Accept Credit Cards
 
อัตราดอกเบี้ยและ
อัตราแลกเปลี่ยน
 
เวลาในประเทศ
 
สถิติเยี่ยมชมเว็บไซต์
 สถิติวันนี้ 146 คน
 สถิติเมื่อวาน 243 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
23066 คน
80346 คน
121635 คน
เริ่มเมื่อ 2015-11-16
 

โปรโมชั่นสุดฮอทประจำวัน

 
บัตรเครดิต
บัตรกดเงินสด
 สินเชื่อส่วนบุคคล
เครื่องรูดบัตรเครดิต
 ระบบชำระเงินออนไลน์
 
 
     

 

ต่อยอด Blockchain ปฏิวัติโลกการเงิน

25 กันยายน 2559

 

Blockchain นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่เดินทางข้ามกาลเวลา และถูกจับตามองอย่างมากในแง่ของการนำมาใช้ในธุรกรรมออนไลน์ในปัจจุบัน แม้จะถือกำเนิดมาได้เกือบ 10 ปีแล้วก็ตาม โดยในยุคที่มีวิกฤติการเงินเกิดปัญหาทั่วโลก ก็ได้มีความพยายามมองหาโซลูชั่นที่ดีในการทำธุรกรรมรูปแบบใหม่ แบบที่ไม่ต้องอาศัยคนกลางที่มีความน่าเชื่อถือในการทำธุรกรรม จากเดิมที่เคยมีสถาบันการเงิน (Centralized trusted party) เป็นตัวกลาง ก็กลายมาเป็นรูปแบบของการเชื่อมต่อเป็นโครงข่ายประสานกันแบบใยแมงมุม (Decentralized trusted party) ที่ไม่จำเป็นต้องผ่านคนกลางที่น่าเชื่อถืออีกต่อไป เพียงแต่ต้องมีองค์ประกอบมากมายเพื่อให้เกิดเทคโนโลยีนี้ขึ้นมา เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ที่เกิดขึ้น SCB SME ขอเปลี่ยนบรรยากาศนำเสนอเป็นแนวเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนโลกการเงิน เพื่อให้เกิดความมั่นใจ ปลอดภัย และวางใจได้ เพราะเทคโนโลยี Blockchain นี้ ต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า “Trust” เป็นสำคัญ เป็นความเชื่อมั่นของผู้ใช้ส่วนใหญ่ที่เห็นพ้องต้องกันและอยู่ในกฎเกณฑ์เดียวกัน
 
สิ่งที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนของเทคโนโลยี Blockchain ก็คือ การเป็นระบบโครงข่ายที่ช่วยในการจัดเก็บบัญชีสำหรับธุรกรรมออนไลน์ ในรูปลักษณ์ของเครือข่ายแบบบุคคลต่อบุคคล ซึ่งไม่ใช่แต่เพียงแค่เพียงธุรกรรมทางการเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทรัพย์สินในรูปแบบอื่น และสิ่งที่สามารถแลกเปลี่ยนความเป็นเจ้าของกันได้ในอนาคต โดยจุดเด่นของ Blockchain ก็คือ ไม่จำเป็นต้องทำธุรกรรมผ่านสถาบันการเงิน เพราะในทุกวันนี้ธนาคารจะเป็นฝ่ายผู้ที่จัดการธุรกรรมต่าง ๆ อย่างเป็นความลับ ทั้งในเรื่องของยอดบัญชีและการเดินบัญชีที่ทางธนาคารเป็นศูนย์กลาง ไม่มีใครที่จะสามารถล่วงรู้บัญชีของผู้อื่นได้ มีแต่เจ้าของบัญชีเท่านั้นที่จะทราบ และถ้าหากต้องการรู้รายละเอียดข้อมูลการเงิน ก็เพียงไปอัพเดตบัญชี
 
แต่ทว่าบางกลุ่มกลับมองว่า การฝากเงินอาจจะไม่ใช่วิธีเดียวที่เหมาะกับในสภาวะปัจจุบัน ทั้งในเรื่องของบัญชีที่อาจเปลี่ยนแปลงได้หรือการถูกเจาะบัญชีได้โดยที่ไม่รู้ตัว จึงมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่สร้างสกุลเงินใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่า Bitcoin ซึ่งเป็นค่าเงินดิจิตอลที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนกันระหว่างบุคคลต่อบุคคล Peer-to-Peer (P2P) ได้ทันที แต่เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการโอนเงินผ่านบัญชี ที่มีธนาคารเป็นตัวกลาง และไม่จำเป็นที่จะต้องรู้จักกับคนที่ทำธุรกรรมในเครือข่ายด้วยกัน แต่สามารถเชื่อมั่นได้ด้วยระบบ โดยที่ Bitcoin นี้ มีโครงสร้างสำคัญที่เรียกว่า “Blockchain” อยู่ในกระบวนการนี้
 
ซึ่งเท่ากับว่า Blockchain จะทำหน้าที่เป็นโครงข่ายในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ซึ่งอาจจะรวมไปถึงในเรื่องของหลักทรัพย์ หุ้น พันธบัตรเอกสารความเป็นเจ้าของและอื่น ๆ ที่แค่เพียงเปลี่ยนมาอยู่ในรูปแบบของดิจิตอลได้ และเมื่อตัดตัวกลางอย่างสถาบันการเงินออกไปในแง่ของการทำธุรกรรม ก็ทำให้ต้นทุนที่เกิดขึ้นในกระบวนการลดลง ตัวอย่างเช่น เดิมทีที่แค่เสียค่าธรรมเนียมในการชำระค่าสินค้าหรือบริการด้วยบัตรเครดิตอย่างน้อย 2 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป แต่หากใช้ Bitcoin ในการจ่ายค่าสินค้าหรือบริการ อาจจะเสียค่าธรรมเนียมเพียง 1 เปอร์เซ็นต์หรือน้อยกว่านั้น ซึ่งถ้าหากเป็นการโอนหรือแลกเปลี่ยนเงินปริมาณมาก ๆ แล้ว ย่อมประหยัดไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
 
และด้วยเทคโนโลยี Blockchain มีความสอดคล้องต่อระบบทางการเงินอย่างที่ไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อน ทำให้สถาบันการเงินต่าง ๆ ตื่นตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธนาคารหรือตลาดหลักทรัพย์พร้อมทั้งบริษัทนายหน้าและธุรกิจใหม่ ๆ ต่างให้ความสนใจ จึงเกิดการประยุกต์ และคิดค้นเป็นระบบเทคโนโลยีธุรกรรมทางการเงินด้วยการใช้เทคโนโลยีที่เข้ามาพลิกโฉมรูปแบบธุรกรรมการเงินให้เปลี่ยนไป ซึ่งคือสิ่งที่ทำให้ถือกำเนิด FinTech หรือ Financial Technology ในอนาคตจะมีบทบาทต่อระบบทางการเงินมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในโลกแห่งการเงิน ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ FinTech ได้มุ่งเสนอรูปแบบทางการเงินใหม่ ๆ โดยการนำเทคโนโลยีในการทำธุรกรรมทางการเงินมาประยุกต์ใช้เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่แปรเปลี่ยนไปในอนาคต ยิ่งไปกว่านี้ FinTech ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบทางการเงินในยุคดิจิตอล ด้วยการพัฒนาบริการทางการเงินในแบบใหม่ ๆ ไม่ว่าจะในเรื่องธุรกรรมที่เกี่ยวกับการชำระเงิน การโอนเงิน การจัดการบริหารการเงินส่วนบุคคล และสินเชื่อการลงทุน เป็นต้น
 
จุดเด่นที่สำคัญของ FinTech อยู่ที่การสร้างขึ้นให้มีรูปแบบที่ใช้งานง่าย สะดวกรวดเร็ว และมีต้นทุนต่ำ ซึ่งทำให้มีค่าธรรมเนียมน้อยกว่า แต่ก็มีความปลอดภัย ซึ่งในสิ่งเหล่านี้จะทำให้ FinTech เข้ามามีบทบาทส่งผลต่อรูปแบบทางการเงินในปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยที่เราจะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ในไม่ช้า แล้วคำถามคือ FinTech เกี่ยวข้องกับ Startup ได้อย่างไร คงต้องพิจารณาว่าเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับระบบธุรกรรมทางการเงินในหลายปีที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่จะใช้เวลาค่อนข้างนานและมีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นน้อยมาก ซึ่งก็หมายถึงว่ายังมีนวัตกรรมบริการทางการเงินอีกมากมายที่จะเกิดขึ้น ที่ให้ทั้งความสะดวกรวดเร็ว และประหยัด การมาของ Startup จึงเป็นโอกาสที่บริษัทด้านเทคโนโลยีจะคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ เพื่อเข้ามาปฏิรูปพลิกโฉมโลกทางการเงินที่นอกเหนือจากบริการของสถาบันการเงิน อาทิเช่น Bitcoin ในประเทศไทย ที่มีความน่าเชื่อถือในด้านของ Digital currency
 
สำหรับ FinTech Startup ในประเทศไทยนั้นมีตัวอย่างให้เห็นอยู่ด้วยกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในด้านของผลิตภัณฑ์หุ้นดั่งเข่น Stock Radar และ Jitta, ด้านของภาษีและกองทุน เช่น iTax , ด้านการประกันภัย เช่น Go Bear และ Ask Hanuman รวมไปถึง ด้าน Payment เช่น Paysbuy, mPay และ SCBEasy เป็นต้น และนอกจากนี้ยังมีด้าน Crowdfunding เช่น  Asiola และ Dreammaker เป็นต้น
นอกจากนี้ธนาคารไทยพาณิชย์เองก็ยังประกาศแผนการลงทุนใน Ripple บริษัทผู้ที่ให้บริการโซลูชั่นด้านการชำระเงินชั้นนำของโลกจากสหรัฐอเมริกา โดยเป็นสถาบันการเงินของไทยแห่งแรกที่ลงทุนเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) บน Blockchain ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นอกมั่นใจให้กับผู้ใช้ในยุคที่มีการโอนเงินข้ามประเทศผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น

และสิ่งสุดท้ายที่ FinTech Startup ต้องยึดมั่นก็คือ ความเข้าใจประจักษ์แจ้งอย่างถ่องแท้ต่อพฤติกรรมของผู้ใช้อย่างแท้จริง ด้วยการคิดออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าใช้แล้วถูกใจอยากใช้ซ้ำ ด้วยการจัดการวางแผนอย่างรัดกุมและให้ลูกค้าได้ทดลองใช้ จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าในที่สุด

 

Copyright (c) 2006 by CREDIT-2U | Sitemap