Search by Bank
Credit for transfer of debt
Accept Credit Cards
 
อัตราดอกเบี้ยและ
อัตราแลกเปลี่ยน
 
เวลาในประเทศ
 
สถิติเยี่ยมชมเว็บไซต์
 สถิติวันนี้ 143 คน
 สถิติเมื่อวาน 243 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
23063 คน
80343 คน
121632 คน
เริ่มเมื่อ 2015-11-16
 

โปรโมชั่นสุดฮอทประจำวัน

 
บัตรเครดิต
บัตรกดเงินสด
 สินเชื่อส่วนบุคคล
เครื่องรูดบัตรเครดิต
 ระบบชำระเงินออนไลน์
 
 
     

 

Tokenization นวัตกรรมความปลอดภัยทางการเงิน

Tokenization คืออะไร?
โทเค็น (Token) คือ ชุดข้อมูลเสมือนที่ถูกเข้ารหัสโดยการสุ่มเพื่อใช้แทนข้อมูลที่ต้องการความปลอดภัยสูงและหลีกเลี่ยงการแลกเปลี่ยนข้อมูลนั้นโดยตรง เช่น เลขบัตรเครดิต กระบวนการแปลงข้อมูลกลายเป็นโทเค็นนี้เรียกว่า Tokenization แนวคิดด้าน Tokenization ถูกนำไปประยุกต์ใช้งานในหลายบริบท รวมไปถึงการสร้างนวัตกรรมทางการเงินเพื่อเพิ่มศักยภาพความปลอดภัยให้กับการชำระเงินออนไลน์ หรือผ่านเทคโนโลยีการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ โดยการแปลงข้อมูลบัญชีส่วนบุคคลให้กลายเป็นโทเค็น แล้วจึงนำโทเค็นไปใช้ดำเนินการชำระเงินแทนการใช้ข้อมูลบัญชีส่วนตัวโดยตรง

Tokenization เกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
ระบบการชำระเงินที่มีกระบวนการ Tokenization ถูกคิดค้นขึ้นในปี 2005 โดยบริษัท Shift4 Secure Payment Processing ในลาสเวกัส และถูกพัฒนาต่อเรื่อยมาจนเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงปี 2013-14 หลังมีข่าวว่าข้อมูลของผู้บริโภคที่ทำการชำระเงินผ่านร้านค้าชั้นนำถูกละเมิดความปลอดภัยกว่า 70 ล้านบัญชี ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากสูญเสียความมั่นใจที่ต่อระบบการชำระเงินออนไลน์ ทำให้นวัตกรรมด้านความปลอดภัยอย่างกระบวนการ Tokenization ถูกนำมาปรับใช้และกลายเป็นหนึ่งในแบบแผนการชำระเงินในยุคที่อีคอมเมิร์ซและการใช้จ่ายออนไลน์เติบโตอย่างมากในปัจจุบัน
 
Tokenization มีประโยชน์อย่างไร?
ระบบการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้บริโภคใช้กันในปัจจุบัน ได้แก่ การกรอกข้อมูลส่วนตัวพร้อมกับหมายเลขบัญชีหรือบัตรเครดิตเข้าไปในระบบชำระเงินของผู้ขายสินค้า การชำระเงินผ่านตัวแทนการชำระเงินอย่าง Paypal หรือ Alipay และการชำระเงินผ่านระบบไร้สัมผัส (contactless payment) เช่นการใช้เทคโนโลยี Near Field Communication (NFC) ที่มีอยู่ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้บริโภคอย่างสมาร์ทโฟน ระบบการชำระเงินที่กล่าวมานั้นจะส่งผ่านข้อมูลส่วนตัวของผู้ชำระเงินและจะถูกเก็บอยู่ในระบบของผู้ขาย ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่ข้อมูลดังกล่าวจะถูกละเมิดความปลอดภัยได้ กระบวนการ Tokenization จึงเข้ามามีบทบาทในการสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้แก่ธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ชนิดต่างๆ เพราะข้อมูลทั้งหมดของผู้ชำระเงินจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นโทเค็นก่อนถูกส่งต่อไปยังกระบวนการชำระค่าสินค้า ทำให้ฐานข้อมูลของผู้ขายมีเพียงข้อมูลการชำระเงินของผู้ซื้อในรูปแบบโทเค็นเท่านั้น ถือเป็นการสร้างความปลอดภัยให้แก่ทั้งผู้บริโภคที่ชำระเงินและผู้ขายสินค้า เนื่องจากการถอดรหัสโทเค็นกลับไปเป็นข้อมูลส่วนตัวของผู้ซื้อนั้นทำได้ยากจึงมีความปลอดภัยสูงแม้ถูกโจรกรรม


 
 ในปัจจุบันมีระบบชำระเงินใดบ้างที่มี Tokenization?
Apple Pay และ Android Pay ถือเป็นผลิตภัณฑ์ทางการชำระเงินของสองบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีการนำนวัตกรรม Tokenization มาใช้ จนได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอย่างมากในการใช้จ่ายผ่านระบบไร้สัมผัส
 
Apple Pay เปิดตัวในฐานะระบบการชำระเงินแบบไร้สัมผัสผ่านสมาร์ทโฟนที่มีเทคโนโลยี NFC อยู่กับตัวเครื่อง ลูกค้าที่ต้องการใช้ระบบ Apple Pay จะต้องลงทะเบียนด้วยการส่งรูปบัตรเครดิตหรือเดบิตและยืนยันการเข้ารหัสด้วยการใช้ Touch-ID สแกนลายนิ้วมือลงบนเครื่องสมาร์ทโฟน จากนั้น ข้อมูลของผู้ใช้จะถูกส่งผ่านกระบวนการ Tokenization เพื่อสร้างโทเค็นสำหรับการชำระเงินแก่ผู้ขายที่อยู่ในระบบของ Apple Pay ทำให้ผู้ซื้อมั่นใจได้ว่าข้อมูลส่วนตัวจะไม่ถูกละเมิดด้านความปลอดภัย การเปิดตัวของ Apple Pay ได้รับการตอบรับเป็นอย่างมาก เห็นได้จากจำนวนผู้สมัครใช้ระบบ Apple Pay ที่สูงถึง 1 ล้านคนหลังจากที่เปิดตัวได้เพียง 3 วัน
อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นคู่แข่งที่สำคัญของ Apple Pay คือระบบ Android Pay ของ Google ที่เปิดตัวหลัง Apple Pay ได้ไม่นาน ก็ได้มีการนำกระบวนการ Tokenization มาเป็นจุดแข็งด้านการรักษาความปลอดภัยเช่นกัน แต่เดิม Google เคยเปิดตัวระบบการชำระเงินในชื่อ Google Wallet แต่กลับไม่บรรลุความสำเร็จในตลาดผู้ใช้อื่นนอกจากสหรัฐฯ เนื่องจากระบบ Google Wallet ที่ใช้เทคโนโลยี Host Card Emulation (HCE) มีจุดด้อยด้านการรักษาความปลอดภัย ข้อมูลพื้นฐานทางการเงินของลูกค้าที่ใช้ Google Wallet จะถูกรวบรวมไว้ใน Google cloud server ทำให้ธุรกรรมการชำระเงินทั้งหมดต้องมีการส่งข้อมูลผ่าน server นี้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นระบบที่มีความปลอดภัยต่ำกว่าการเข้ารหัสผ่านกระบวนการ Tokenization อยู่ค่อนข้างมาก ทำให้ Google Wallet ไม่เป็นที่นิยมพร้อมทั้งสร้างแรงกดดันให้ Google ต้องพัฒนาระบบใหม่ที่เป็นการควบรวมกระบวนการ Tokenization เข้ากับระบบ HCE เดิม จนออกมาเป็น Android Pay ที่มีระดับความปลอดภัยสูงและสามารถแข่งขันกับ Apple Pay ได้ นอกจากนี้ ระบบ HCE ยังมีจุดแข็งด้านความสามารถในการเรียนรู้พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคเพื่อนำไปต่อยอดทางธุรกิจได้อีกด้วย
 
Tokenization ในไทยเป็นอย่างไรบ้าง?
ในปัจจุบัน กระบวนการ Tokenization อาจยังไม่เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภคและผู้ขายในไทยเท่าใดนัก เนื่องจากการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ยังไม่เป็นที่นิยมมากเท่ากับในสหรัฐฯ หรือในสิงคโปร์ กอปรกับคนไทยยังไม่มั่นใจที่จะทำการชำระเงินผ่านระบบออนไลน์มากเท่าที่ควร จากสถิติล่าสุดปี 2013 โดยการสำรวจของ Vela Asia Online Shopper Survey พบว่ามีผู้ซื้อสินค้าออนไลน์เพียง 11% เท่านั้นที่ชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจด้านความเชื่อมั่นของ Nielsen ในปี 2014 ที่ชี้ว่า 62% ของผู้ซื้อสินค้าไม่เชื่อมั่นที่จะให้ข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลบัตรเครดิตหรือเดบิตเพื่อชำระค่าสินค้าออนไลน์ ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงใช้วิธีการชำระแบบเดิม โดยส่วนมากชำระผ่านการโอนเงินธนาคาร 60.1% ชำระผ่านบัตรเครดิต 42.8% และ ชำระผ่านทาง Counter Service 16.8% นี้อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตลาดอีคอมเมิร์ซของในไทยยังมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบสิงคโปร์ที่เป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนและตลาดอย่างยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดชั้นนำด้านอีคอมเมิร์ซของโลก
 
อย่างไรก็ดี ตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยยังมีโอกาสเติบโตได้สูงจากการซื้อสินค้าผ่านช่องทางดิจิทัลที่เติบโตได้ต่อเนื่องในช่วงสองปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังพบว่ามูลค่าการใช้จ่ายต่อครั้งสูงขึ้นจาก 500-1,000 บาท เป็น 4,000 บาท โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ซื้อรุ่นใหม่ที่มีการใช้งานสมาร์ทโฟน ดังนั้น หากระบบการใช้จ่ายออนไลน์ได้มีการนำ Tokenization มาพัฒนาเป็นมาตรฐานในการชำระเงิน ย่อมทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจมากขึ้น และจะกลายเป็นผลดีต่อตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยได้ในที่สุด ทั้งนี้ เริ่มมีผู้ประกอบการให้ความสนใจและพัฒนาระบบการชำระเงินผ่าน Tokenization เช่น PAYSBUY ที่ได้จับมือกับ CyberSource บริษัทลูกของ VISA Inc. เป็นต้น

 

Copyright (c) 2006 by CREDIT-2U | Sitemap